หลังจากที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ขึ้นนั่งตำแหน่ง รวม.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ดูเหมือนว่าตัวเขาจะสร้างผลงานไปพร้อมกับ “สีสัน” และ “เรื่องราว” อันน่าสนใจแบบแปลก ๆ ให้คนทั่วประเทศได้รู้สึกฉงนงงงวยกันไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลงานการสั่งปิด การขู่ฟ้อง การจับกุม กับผู้คนหรือบริษัทแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งทางด้านนายพุทธิพงษ์ เองก็เคยกล่าวกับสื่อหลายต่อหลายครั้งว่า ภารกิจสำคัญในตำแหน่ง ‘รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม’ ของตนนั้นคือ “การจัดการข้อมูลเท็จ และ ปกป้องสถาบันหลักของประเทศ” 

ขอขอบคุณภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

เอาละทีนี้เราลองมาดูในเรื่องที่น่าสนใจกันว่า ตลอดระยะเวลาของ รมว.ดิจิทัล ท่านนี้ ได้สร้างเรื่องราวอันเป็นสีสัน ผ่าน “ผลงาน” 1 ปีที่ผ่านมา มีอะไรกันบ้าง? 

1.ขู่ดำเนินคดีกับ Facebook

ช่วงเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา เคยเป็นข่าวใหญ่อยู่พักหนึ่งการ “ขู่ฟ้อง Facebook” หลังจากทาง รมว.ดิจิทัลขอความร่วมมือจาก Facebook ให้บล็อกเนื้อหากว่า 4,700 รายการ แต่ว่าทาง Facebook ทำการบล็อกจริงเพียงแค่ 1,300 รายการเท่านั้น ตีเป็น 23% ซึ่งต่างจาก Google และ Youtube ที่รับคำร้องพร้อมบล็อกเนื้อหาไปกว่า 93% จากทั้งหมด 1,600 รายการ สุดท้ายก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องแต่อย่างใดจากทาง รมว.ดิจิทัล แถมยังถูกกระแสตีกลับ เพราะ “Facebook สำนักงานใหญ่ขู่ฟ้องรัฐบาลไทย ในกรณี ‘บังคับ’ ให้บล็อกเนื้อหา” โดยเฉพาะคำสั่งปิดกรุ๊ปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง แถมมีจำนวนผู้ติดตามเป็นจำนวนหลายแสนคนด้วย 

2.Anti-Fake News Center

สำหรับผลงานที่ 2 นี่นับได้ว่า “น่าจะเป็น” ผลงานที่มีประโยชน์เพียงชิ้นแรก และชิ้นเดียวที่พอจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ให้เราได้เห็นผลลัพธ์กันบ้าง ด้วยการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดตัวไปตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2562 เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดต่อสังคมและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยจะให้ประชาชนส่งข้อมูลน่าสงสัยเข้าไป ซึ่งเบื้องต้นนายพุทธิพงษ์กล่าวว่า เรามีเป้าหมายคือการตรวจสอบข่าวปลอมให้ได้ ภายใน 2 ชั่วโมง ทว่าบางรายการที่ทางAnti-Fake News Center ลงแถลงไขเอง ก็มีผิดพลาดไปจากความจริงบ้างเหมือนกัน

3.เสรีภาพบนโลกอินเทอร์เน็ตไทยหล่นฮวบ

จากการจัดอันดับของ Freedom House เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 62 ระบุว่า เสรีภาพบนโลกอินเทอร์เน็ตของไทยถูกจำกัดลงอย่างหนักหน่วง จนขึ้นเป็น อันดับ 1 ใน 21 ประเทศที่ไม่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต และเป็นอีก 1 ใน 65 ประเทศที่เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงทั้งหมดนี้ รมว.ดิจิทัลก็ยืนยันว่า “ทุกคนยังมีสิทธิเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตเช่นเดิม แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขต พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ด้วย”

4.ยื่นศาลขออำนาจในการปิดสื่อ

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวสุดฮือฮา ที่รมว.ดิจิทัลยื่นคำร้องข้อศาลในการปิดสื่อเด่นอย่างVoice TV , ประชาไท , The Reporters และ The Standard เนื่องจากเห็นว่า นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมในทางยุยงปลุกปั่น และไม่เป็นกลาง ในครั้งแรกศาลตัดสินให้มีการปิดช่องทางการเผยแพร่ผ่านคอมพิวเตอร์ของ Voice TV เพียงรายเดียว หลังจากนั้นในวันถัดมา ก็ยกคำร้องของ รมว.ดิจิทัล รวมถึงยกเลิกการระงับช่อง Voice TV ไปด้วย

5.ติดตั้ง Free WIFI ในชุมชนเมือง

ข้อที่ 5 นี้ “ดูเหมือน” จะเป็นประโยชน์จากการทำงานของ รมว.ดิจิทัล เลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่า จากการนำร่องเพียงแค่ 5 จุดในกรุงเทพ และ 5 จุดในต่างจังหวัด อาจดูน้อยนิดไปบ้าง เมื่อเทียบกับโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงดิจิทัล ที่มีงบประมาณกว่า 9,846 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ยังดูว่า “ยังไม่สะท้อนความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ” 

6.ยุคที่ IO เฟื่องฟูและมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

หากเราลองนึกย้อนไปในช่วงอดีตของการใช้งานโซเชียลมีเดีย แทบจะไม่มีสักยุคสมัยเลย ที่เกิดแอคเคาท์ปลอมมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งแอคเคาท์สมัครใหม่ ไร้ภาพตัวตน ไม่มีผู้ติดตาม แถมเข้ามารุมโพสต์ข้อความเดียวกัน ภาพเดียวกัน เป็นจำนวนหลายร้อย หลายพันโพสต์ หลังจากที่มีข้อมูลรั่วไหลออกมากลับพบว่า IO (Information Operator) กลับมีจุดเริ่มต้นมาจาก “กองทัพบกไทย” ว่าเป็นการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารขึ้นมา เพื่อโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่ง ทวิตเตอร์เปิดเผยบัญชี IO ที่ทำการสนับสนุนรัฐบาลและกองทัพกว่า 926 บัญชี

แต่ขณะเดียวกันทางด้าน รมว.ดิจิทัล กลับกล่าว “รู้สึกแปลกใจ” ที่ทวิตเตอร์เปิดเผยบัญชีเหล่านี้ “แทนที่จะบล็อกเนื้อหาที่ดูเป็นเชิงหมิ่นสถาบัน” ตามที่รัฐบาลไทยได้เรียกร้องไป 

7.แจ้งความเอาผิด 300,000 URLs

ด้วยตัวเลขดังกล่าวนั้นเป็นจำนวนที่ รมว.ดิจิทัล “ไม่ได้ล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย” จนถึงขนาดที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล ต้องลุกขึ้นกล่าวว่า หากมีการเอาผิดจำนวนมากขนาดนั้น อาจอยู่กันไม่ได้แล้วในโลกอินเทอร์เน็ตนี้ กลับกัน นายพุทธิพงษ์ รมว.ดิจิทัล โต้ตอบกรณีนี้ว่า ทั้งหมด 300,000 URLs ตรงจสอบแล้วว่าผิดจริงตามข้อกฎหมาย ซึ่งล่าสุดก็มีกว่า 3,000 คดีที่เริ่มต้นเข้ามือตำรวจแล้ว 

8.ปิดเว็บ Pornhub

สุดท้ายคือผลงานล่าสุดอันเลื่องชื่อ ในการปิดเว็บไซต์ Pornhub ตามคำสั่งการปิดเว็บสื่อลามก หรือเว็บพนันออนไลน์กว่า 191 URLs เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 63 ที่ผ่านมานี้ ทว่าข้อสุดท้ายนี้ กลับกลายเป็นกระแสใหญ่อย่างมากทั้งในและต่างประเทศ ว่าดูจะเป็นการปิดกั้นเรื่องเสรีภาพเกินไปหรือไม่ เนื่องจากประเทศไทย “มักจะติดอันดับต้น ๆ ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ Pornhub” นี้อยู่เสมอ แต่แล้วก็เป็นเช่นเดิม เราได้รับการตอบกลับจาก รมว.ดิจิทัล ด้วยคำตอบที่ฟังแล้วต้องรู้สึก สงสัย ตามกันไปเช่นเดิม นั่นก็คือ “การปิดเว็บไซต์ Pornhub ไม่ใช่เพราะปัยหาเรื่องคลิปของ ‘บุคคุลสำคัญ’ แต่ได้รับการร้องเรียนจาก ‘ผู้ปกครอง’ เป็นจำนวนมาก จึงได้ปิดไปตามเหตุผลดังกล่าว ” 

ถ้าหากอ่านผ่าน ๆ อาจคิดว่าผลงานทั้ง 8 ข้อในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาของ รมว.ดิจิทัลอาจดูไม่มีประโยชน์นัก แต่แท้จริงแล้วในเบื้องลึก เบื้องหลัง อาจมี “ประโยชน์ต่อใครสักคน” แทรกอยู่ โดยที่เราไม่สามารถรู้ได้ หรือไม่ต้องการให้รู้ก็เป็นไปได้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]