เรื่องหลอน

เรื่องเล่าของโรงแรม ถือเป็นหนึ่งหัวข้อหลักในการเล่า เรื่องหลอน โรงแรมแต่ละที่นั้นมีกลิ่นอายเรื่องราว และประสบการณ์ของผู้เจอที่แตกต่างกันออกไป ใครที่ต้องไปพักต่างจังหวัด นอนโรงแรมบ่อย ๆ คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า แต่ละที่นั้นมักจะมีกฎข้อบังคับในการพักอาศัย

ซึ่งกฎของโรงแรมโดยทั่วไปก็ไม่แตกต่างกันมากนัก อาทิเช่น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามสูบบุหรี่ แต่ เรื่องหลอน ที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้อาจทำให้รู้สึกแปลกใจ เพราะกฎที่ไม่เหมือนโรงแรมไหน

เรื่องราวนี้ถ่ายทอดโดยคุณ คุณเอ็ม ตุ้มหู สายที่โทรเข้ามาเล่าในรายการ The Ghost Radio เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเรื่องเล่าสั้น ๆ แต่กลับทำให้ผู้ฟัง ณ ขณะนั้นรู้สึกหลอน ชวนขนหัวลุก

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของพี่ที่รู้จัก ซึ่งได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งด้วยกัน ขณะที่ไปขายงานที่ต่างจังหวัด คุณเอ็มมักจะไปขายของตามงานเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งร้านจะต้องมีการเตรียมร้านให้พร้อมก่อนวันเปิดขายจริง ซึ่งในช่วงนั้นก็ต้องหาที่พักใกล้ ๆ เพื่อให้เดินทางสะดวก เพราะพื้นที่ภายในร้านยังไม่มีการปล่อยให้ใช้ไฟฟ้าได้

คุณเอ็ม และพี่ที่รู้จักก็ได้เลือกโรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล และด้วยความที่มีสัตว์เลี้ยงไปด้วย สิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจคือ กฎระเบียบของโรงแรม เพื่อดูว่ามีกฎห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักหรือไม่ ซึ่งเมื่อได้เห็นกฎของโรงแรมก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เพราะกฎมีเพียง 4 ข้อ พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีแดง และเป็นกฎที่เขาไม่เคยเห็นจากโรงแรมอื่น ๆ มาก่อน

1. ห้ามทำตัวเจ้าชู้

2. ห้ามใช้ลิฟต์หลังเที่ยงคืน

3. ห้ามคุยกับคนแปลกหน้า หรือคนที่รู้จักตรงโถงทางเดิน หลังตีหนึ่ง

4. หลังตีหนึ่งสี่สิบห้า ห้ามส่องตาแมว

แม้กฎจะดูแปลก ๆ แต่การเข้าพักของคุณเอ็มก็ผ่านไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเขาเข้าพักเพียง 1 คืนเท่านั้น ส่วนพี่ชายของเขานั้นพักอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้จนจบงาน

หลังจากที่พี่ชายเขาขายงานผ่านไป 3 วัน ระหว่างที่นั่งพักอยู่ที่ล็อบบี้กลางดึก กว่าจะรู้ตัวอีกทีคนแถวล็อบบี้ก็หายไปหมด ซึ่งก่อนที่จะกลับขึ้นห้อง เขาก็ได้เจอกันหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นคนที่สวย ผิวพรรณดี เขาก็ได้พูดคุยกับเธอสักพักก่อนจะชวนกันขึ้นมาบนห้อง พอตื่นเช้ามาก็ไม่เจอเธอแล้ว แต่มีโน้ตที่เขียนทิ้งไว้ว่า “คืนนี้เดี๋ยวมาหา”

ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกดีใจที่จะได้สานสัมพันธ์ต่อ แต่สุดท้ายในคืนนั้นเธอก็ไม่ได้มา เวลาผ่านไปจนถึงคืนที่ 6 เขากลับมาที่โรงแรมดึกมาก ระหว่างที่นั่งดื่มกับเพื่อนอยู่ที่ล็อบบี้จนเวลาล่วงเลยไปนานพอสมควร ทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับ ซึ่งเขาเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาจากตรงนั้น ด้วยความเมา และดื่มมาหนักเลยลืมกฎ 4 ข้อของโรงแรม ที่ห้ามขึ้นลิฟต์หลังเที่ยงคืน

พอลิฟต์เปิดก็รู้สึกว่าแปลกไปจากวันแรกที่เข้ามา เพราะวันแรกจำได้ว่าลิฟต์นี้เก่ามาก แต่ภาพที่เห็นในตอนนี้ ลิฟต์กลับดูใหม่ เหมือนพึ่งทำใหม่ เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสาม เขาก็เจอผู้หญิงเดิมที่โถงทางเดิน ก็เลยบอกว่า ไหนบอกว่าเมื่อคืนจะมาหา ซึ่งเธอก็บอกว่า จริง ๆ มาหานะ แต่เคาะประตูแล้วไม่เห็นเดินมาเปิดประตูให้

เขาก็เลยถามว่า แล้ววันนี้จะเข้ามาในห้องไหม ซึ่งเธอก็บอกว่า ขอตัวไปซื้อของกินก่อน เขาเลยกลับเข้าห้องมาอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน ใจก็หวังรอให้ผู้หญิงมาเคาะประตู แต่รอแล้วรอเล่าเธอก็ไม่เห็นมา จนตัดใจเตรียมเข้านอน

จังหวะที่กำลังจะเข้านอน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ด้วยความดีใจ เขาเลยรีบตรงไปที่ประตู โดยที่ไม่ได้ส่องตาแมว ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปทั้งสิ้น เมื่อเปิดประตูออกไป กลับไม่พบเจอใคร พบแต่โถงทางเดินที่มืดสนิท  ไม่มีแม้แต่ไฟสักดวงเดียว

เมื่อไม่เห็นใคร เขาก็เลยปิดประตูแล้วก็โทรไปแจ้งพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่า ข้างห้องเขามีเด็กมาพักอยู่รึเปล่า ช่วยเตือนหน่อยว่าอย่ามาเคาะประตูห้องเล่นแบบนี้ หลังจากนั้นก็วางสายไปโดยไม่รอฟังคำตอบ

หลังจากวางสายไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แต่แตกต่างจากครั้งแรก เพราะเป็นเสียงทุบดัง ๆ ซึ่งทำให้เขาเริ่มโมโห จนเดินออกไปเปิดประตู ซึ่งภาพที่เห็นคือ รถเข็นรูมเซอร์วิสจอดอยู่หน้าห้อง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาเปิดประตูออกมา แล้วจะไม่เจอใคร เพราะห้องของเขาอยู่ริมสุดทางเดิน ไม่มีทางที่จะวิ่งหลบทัน ในตอนนั้นก็เลยคิดว่า น่าจะเป็นห้องข้าง ๆ อีกแน่ ๆ

เขาก็โทรลงไปที่ล็อบบี้อีกครั้ง ซึ่งล็อบบี้ก็รับคำว่าจะบอกให้ แต่น้ำเสียงเปลี่ยนไป ดูตะกุกตะกัก ก่อนจะวาง เขาได้ยินเหมือนพนักงานจะพูดอะไร แต่ไม่ทันได้ฟังก็กดวางไปเสียก่อน

เสียงเคาะประตูรอบที่ 3 ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเสียงเคาะเบา ๆ ด้วยความอยากรู้ว่าจะมาแนวไหน เขาเลยมายืนหน้าประตู รอให้เสียงดังขึ้นอีกครั้ง ผ่านไป 5 นาที เสียงนี้ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เขาตัดสินใจ ส่องตาแมวเพื่อดูว่าข้างนอกเป็นใคร

สิ่งที่เห็นก็คือ ผู้หญิงที่เขากำลังรอเธออยู่ แต่เธอกลับมาในสภาพที่หน้าตาเละ และโชกไปด้วยเลือด สวมใส่ชุดพนักงานทำความสะอาด ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ไฟในห้องก็ดับลง จนผ่านไปสักพัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับเสียงบิดกุญแจเข้ามา ทั้งที่เขาล็อกห้องไปแล้ว แต่ดีที่มีตัวล็อกอีกตัวกั้นไว้ ทำให้เปิดประตูเข้ามาไม่ได้

ในตอนนั้นเขากลัวอย่างมาก ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร เสียงจากข้างนอกก็ดังเข้ามาว่า “พี่ ๆ เปิดประตูให้ผมหน่อย แล้วรีบออกมา” ซึ่งเขาก็รู้ได้เลยทันทีว่าเป็นพนักงานที่เข้ามา เขาก็รีบเปิดประตู แล้วลงมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ที่ล็อบบี้ ก่อนที่จะตั้งสติแล้ว ถามพนักงานว่าเกิดอะไรขึ้น

ซึ่งพนักงานก็บอกว่า ผมพยายามจะบอกพี่แล้วว่าอย่าส่องตาแมว ซึ่งในกฎข้อห้ามก็บอกไว้อยู่แล้ว เรื่องราวของกฎทั้ง 4 นี้มีที่มา ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีพนักงานโรงแรมคนหนึ่งที่ชอบลูกค้าที่เข้าพัก แต่สุดท้ายก็โดนหลอก ซึ่งเธอเสียใจ และช้ำใจอย่างมาก เลยผูกคอตายที่นี่

ทำให้เมื่อมีใครมาเข้าพัก และได้เจอวิญญาณของหญิงสาว เมื่อไปทำตัวเจ้าชู้กับเธอก็มักจะเจอเรื่องหลอน ๆ และคนที่เข้ามาพัก ส่วนมากที่พักในชั้น 3 มักจะเจอผู้หญิงเข็นรถตรงโถงทางเดิน ดังนั้นโรงแรมจึงออกกฎ ว่าห้ามพูดกับใครที่ไม่รู้จัก ในช่วงเวลาที่บอกนั่นเอง

ขอบคุณเรื่องราวจาก รายการ The Ghost Radio

อ่านเรื่องราวเพิ่มเติม

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]