มาม่า

บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิต “มาม่า” เผยตัวเลขยอดขายรวมในไทยและต่างประเทศ มูลค่ากว่า 14,300 ล้านบาทต่อปี อาหารยามยากที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 50 ปี จนกลายเป็นชื่อเรียกติดปากแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์ 

ตรึงราคามาม่า

จากข่าวตรึงราคา “มาม่า” ที่ล่าสุดผู้บริหารของ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ได้ออกมายืนยันกับกระทรวงพาณิชย์ว่า จะไม่ปรับขึ้นราคามาม่าซองเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อค่าครองชีพ 

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อปรับตัวสูงขึ้น จากราคาวัตถุดิบสำคัญที่ปรับขึ้นมากตลอดปี 2564 ทั้งน้ำมันปาล์ม และแป้งข้าวสาลี แต่มาม่าจะใช้วิธีการบริหารจัดการภายในเพื่อลดต้นทุนด้านอื่นๆ ลงมา เพื่อขายสินค้าในราคาเดิม 

นอกจากนี้ยังมีภาษีเอดีสินค้าฟิล์มบีโอพีพี ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตบรรจุภัณฑ์ และนโยบายใหม่ของรัฐ เตรียมเก็บภาษีความเค็มตามสัดส่วน ที่ออกมาเพื่อลดการบริโภคโซเดียม ในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยว และซอสปรุงรส

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ เพิ่งได้รับ 2 รางวัล Best Exporter หรือ ผู้ส่งออกธุรกิจยอดเยี่ยม และ Best Thai Brand หรือแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม ส่งสินค้าออกจำหน่ายทั่วโลกกว่า 68 ประเทศ 

ถือเป็นบริษัทไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยคุณภาพอาหารระดับสากล การพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ความน่าเชื่อถือ และยังใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้น้ำมันรำข้าวแทนน้ำมันปาล์ม และใช้บรรจุภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นต์ 

ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ เผยว่า มาม่ารสต้มยำกุ้งเป็นที่นิยมมากที่สุดในแถบเอเชีย ด้วยความเข้มข้น หอมมันถึงเครื่อง ทำให้ครองใจประเทศฝั่งตะวันออก ส่วนในฝั่งยุโรปนิยมรสไก่มากที่สุด

มาม่า
ภาพจาก : มาม่า

ประวัติมาม่า 

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนชาวญี่ปุ่นประสบภาวะข้าวยากหมากแพง จนต้องกินขนมปังซึ่งเป็นวัฒนธรรมจากอเมริกา นายอันโด โมโมฟุกุ ได้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องกินขนมปัง ในเมื่อเราเคยชินกับการกินราเมน เขาจึงพยายามคิดค้นบะหมี่ที่ทำกินเองได้ง่าย ในราคาถูก 

จนกระทั่งปี 2501 เขาก็ทำได้สำเร็จ และตั้งชื่อบะหมี่นี้ว่า “ชิกิ้น ราเมน” โดยนำเส้นที่ได้จากการผสมน้ำซุปกระดูกไก่ แล้วนำไปทอดไล่ความชื้น ช่วยให้เก็บไว้ได้นานขึ้น แค่เติมน้ำร้อนเส้นก็จะคืนสภาพเดิมและทานได้เลยโดยไม่ต้องปรุง 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้เดินทางเข้าไทยในปี พ.ศ. 2515 ชื่อแบรนด์ซันวา โดยต้องต้มก่อนกินตามแบบฉบับญี่ปุ่น ต่อมาจึงตามด้วยยำยำ ไวไว และมาม่า ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นแบบเทน้ำร้อน และแบบคัพนู้ดเดิลในภายหลัง 

ที่มา : ไทยรัฐ ออนไลน์, กรุงเทพธุรกิจ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]